13/11/59

ทําไมประเทศญี่ปุ่นถึงเกิดเหตุแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง?

ทําไมประเทศญี่ปุ่นถึงเกิดเหตุแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง?

 

ทําไมประเทศญี่ปุ่นถึงเกิดเหตุแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง
การเกิดแผ่นดินไหว เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะว่าเรานั้นอาศัยอยู่บนแผนเปลือกโลกที่สามารถเคลื่อนตัวได้ตลอดเวลา ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวก็สามารถที่จะเกิดได้ตลอดเวลาด้วยเช่นเดียวกัน แผ่นเปลือกโลกสามารถขยับได้ทุกเมื่อ ขยับแรงมากหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ตัวเราเองจะสามารถรู้สึกได้ ซึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้กระทั่งในประเทศไทยเราก็เกิดขึ้นมาแล้ว แต่อาจจะไม่รุนแรงเท่ากับประเทศหนึ่งคือ “ประเทศญี่ปุ่น”
ประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวได้บ่อยมาก ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับที่นั่นไปแล้ว เกิดได้ทั้งการสั่นไหวแบบเบาๆ และข่าวล่าสุดที่มีแผ่นดินไหวจนเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง นอกจากนั้นก็ยังมีการสั่นสะเทือนตามมาอีกหลายต่อหลายครั้ง ที่ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวได้แทบทุกวัน บางครั้งก็มีการสั่นไหวแบบที่สามารถรู้สึกได้แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก
– ภูมิประเทศของประเทศญี่ปุ่นนั้นอาศัยอยู่บนพื้นที่ที่มีการเกิดภูเขาไฟระเบิดได้บ่อยครั้ง ทำให้เกิดการสั่นไหวและเกิดการสั่นสะเทือนได้อย่างรุนแรง จึงมีการเกิดแผ่นดินไหวได้มากครั้งที่สุด
– ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกมากกว่าประเทศอื่น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นก็มีรอยเลื่อนหรือรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกอยู่มาก เพราะมีแผ่นเปลือกโลกที่ต่อกันอยู่ 4 แผ่น รอยต่อของแผ่นเปลือกโลกนั้นสามารถขยับได้อยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมที่ประเทศญี่ปุ่นถึงได้มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวบ่อยนัก
รอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ญี่ปุ่น สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และยิ่งมีมากโอกาสจะเกิดก็บ่อยขึ้น เราจึงจะได้ทราบข่าวกันบ่อยๆ ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นมีแผ่นดินไหวบ่อย ความรุนแรงก็มีทุกระดับที่เกิดขึ้น ที่ประเทศญี่ปุ่นจึงมีการป้องกันตัวเองและหนทางปฏิบัติตัวเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาตินี้อยู่ตลอดเวลา จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มีการรักษาความปลอดภัย และคนในบ้านเมืองต่างก็รู้จักวิธีการที่จะทำให้ตัวเองนั้นปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหว แต่ถ้ารุนแรงอย่างคราวที่เกิดสึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนอย่างมากมายก็ยากนักที่จะรับมือกับภัยพิบัติที่ธรรมชาติสร้างขึ้นได้
ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามที่เกิดแผ่นดินไหว ไม่ควรจะอยู่ในที่สูง ควรหาที่หลบที่ปลอดภัยมากที่สุด และตั้งสติให้ได้มากที่สุด ซึ่งแทบทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม จะมีการเตือนภัยเมื่อเกิดภัยพิบัติเกิดขึ้น ไม่ว่าภัยธรรมชาติจะรุนแรงและลงโทษมนุษย์อย่างเรามากเพียงใด เชื่อว่าเมื่อพ้นเหตุการณ์ร้ายๆ นี้ไปแล้ว มนุษย์เราทุกคนพร้อมที่จะให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือกับทุกอย่างที่พังทลาย และไว้อาลัยกับทุกชีวิตที่เสียไป

ที่มา  http://www.เกร็ดความรู้.com

 

เมื่อธนบัตรชำรุดควรทำอย่างไร นำไปแลกคืนได้ที่ไหนบ้าง

เมื่อธนบัตรชำรุดควรทำอย่างไร นำไปแลกคืนได้ที่ไหนบ้าง

เมื่อธนบัตรชำรุดควรทำอย่างไร นำไปแลกคืนได้ที่ไหนบ้าง
ธนบัตรหรือเงินนั้น ทำมาจากใยฝ้ายผสมกระดาษเป็นซะส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อใช้ไปนานๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมักจะมีการชำรุดหรือฉีกขาด โดยเฉพาะกับธนบัตรที่ใช้มานานแล้วจนเก่า ดังนั้นหลายคนอาจจะมีคำถามว่า หากธนบัตรในมือเกิดการชำรุดขึ้นมาแล้ว จะสามารถจัดการอย่างไรได้บ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้ครับ (ข้อมูลอ้างอิงจาก พรบ. เงินตรา พ.ศ. 2501)
1. หากธนบัตรนั้นฉีกขาดหรือชำรุดไม่มาก เช่นมุมใดมุมหนึ่งขาดออกไป โดยที่ส่วนที่ขาดนั้นไม่ได้หล่นหายไปไหน แนะนำให้ใช้เทปใสแปะปิดทับรอยขาดได้เลยครับ ยังสามารถใช้ชำระหนี้ หรือซื้อของได้ตามปกติ แต่วิธีนี้เหมาะสำหรับธนบัตรที่ชำรุดไม่มากนักนะครับ หากขาดหรือแหว่งไปมากๆ ไม่แนะนำให้ทำอย่างเด็ดขาด
2. หากธนบัตรนั้นขาดครึ่ง หรือขาดออกจากกันจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ให้นำไปแลกที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ โดยจะแลกได้เพียงครึ่งราคาของมูลค่าเท่านั้นนะครับ (มีหลายคนถามว่า ธนาคารทั่วไปแลกได้หรือไม่ ตอบว่าได้ครับ แต่จะให้บริการเฉพาะวันพุธเท่านั้น)
3. ธนบัตรขาดครึ่งและต่อผิด หมายถึงธนบัตรที่ขาดออกจากกันแล้วถูกซ่อมแซม แต่เป็นการซ่อมแซมโดยใช้ชิ้นส่วนจากธนบัตรฉบับอื่น(แต่รูปแบบเดียวกัน) สามารถนำไปแลกได้ที่ธนาคารออมสิน โดยจะแลกได้เต็มมูลค่าของราคาธนบัตร แต่มีข้อแม้ว่าส่วนที่นำมาต่อกันจะต้องสมบูรณ์ทั้งสองส่วน
4. ธนบัตรที่ชำรุดแบบขาดวิ่น มักพบได้ในกรณีที่ถูกปลวกแทะ ฉีกขาด หรือไฟไหม้ หากส่วนที่เหลือของธนบัตรนั้นมีปริมาณมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์สามารถนำไปแลกได้เต็มมูลค่าของธนบัตร
5. ธนบัตรที่ชำรุดแบบลบเลือน มักจะพบเห็นได้ในธนบัตรเก่า คือจะมีสภาพหมึกลบเลือน หรือตัวธนบัตรเปลี่ยนสีไปจากเดิม อาจจะเนื่องมาจากสาเหตุต่างกัน เช่นโดนน้ำ หรือน้ำยาเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน (ซักผ้าแล้วลืมเอาเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ/กางเกง) ถ้าเป็นกรณีนี้ให้นำไปแลกได้เต็มมูลค่าของธนบัตร แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นธนบัตรของจริงเท่านั้น
สำหรับสถานที่แลกเปลี่ยนเงินตรา หรือธนบัตรที่ชำรุดนั้น นอกจากธนาคารออมสินแล้ว ท่านยังสามารถนำไปแลกได้ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขตบางขุนพรหม รวมถึงสำนักงานคลังจังหวัด และสำนักงานคลังอำเภอได้ทั่วประเทศ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้ใดๆ แต่อยากจะแนะนำว่า การเก็บธนบัตรไว้กับตัวนั้น ควรเก็บด้วยความระมัดระวัง เพราะแม้ว่าตัวของธนบัตรนั้นแท้จริงแล้วทำขึ้นมาจากใยฝ้ายผสมกระดาษ ซึ่งถือว่าเป็นวัสดุที่คงทนในระดับหนึ่ง แต่หากเราเก็บรักษาอย่างระมัดระวัง ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของธนบัตรแต่ละฉบับออกไปได้ยาวนานกว่าเดิมเลยทีเดียว
Update
ในปัจจุบันสถานที่รับแลกเปลี่ยนธนบัตรชำรุด (รวมถึงธนบัตรใหม่ ธนบัตรที่ระลึก) สามารถติดต่อขอแลกได้ที่ ธนาคารออมสิน และ ธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศ
ที่มา  http://www.เกร็ดความรู้.com

 

รู้ไหมว่า ยุงชอบกัดคนประเภทไหน? กรุ๊ปเลือดอะไรดึงดูดยุงมากที่สุด

รู้ไหมว่า ยุงชอบกัดคนประเภทไหน? กรุ๊ปเลือดอะไรดึงดูดยุงมากที่สุด

รู้ไหมว่า ยุงชอบกัดคนประเภทไหน? กรุ๊ปเลือดอะไรดึงดูดยุงมากที่สุด
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน นอกจากอากาศที่ร้อนจนน่าหงุดหงิดแล้ว มีอีกหนึ่งปัญหาที่คนไทยต่างก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน นั่นก็คือ อาการคันจากยุงกัด ไม่เพียงแค่คัน เพราะบางทีนั้น เจ้ายุงน่ารำคาญก็ชอบมาบินตอมแถวๆหูของเราๆทำให้เกิดอาการน่าหงุดหงิดเป็นอย่างมาก แต่เราหลายๆคนเคยคิดสงสัยกันหรือไม่? ว่าจริงๆแล้ว ยุงนั้นชอบกัดคนประเภทไหนกัน? ทำไมยุงถึงมาชอบกัดแต่กับแค่เรานะ! วันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยกันครับ ว่ายุงขอบกัดและอยู่ใกล้ๆคนประเภทไหนบ้าง
1.ยุงชอบกัดคนกรุ๊ปเลือดโอ (O)
อาจจะยังงงๆกันอยู่ ว่ายุงนี่เลือกกัดที่กรุ๊ปเลือดได้ด้วยเหรอ? แต่มันเลือกกัดจริงๆ! อย่างที่ทราบๆกันดี ว่ายุงที่กัดเรานั้นเป็นยุงเพศเมีย ไม่ใช่ยุงเพศผู้ แล้วยุงเพศเมียนั้นไม่ได้กัดเราเพื่อที่จะนำไปเป็นอาหารให้กับตัวเอง แต่กัดไปเพื่อนำโปรตีนในเลือดของเรานั้นไปสร้างเป็นไข่ของพวกมัน ทีนี้แล้วคนกรุ๊ปเลือดโอนั้น จะมีโอกาสถูกกัดมากกว่าคนเลือดกรุ๊ปเอ (A) ถึงสองเท่า ส่วนกรุ๊ปบี (B) นั้นจะถูกกัดมากกว่าประมาณหนึ่งเท่า โดยยุงนั้นจะรับรู้ได้จากสารบางตัวที่ส่งมาถึงผิวหนังของมนุษย์ว่าเป็นกรุ๊ปเลือดอะไรนั่นเอง
2.คนที่ตัวใหญ่ หายใจบ่อย
ยุงนั้นจะมีเรดาร์ชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า Maxillary pulp ซึ่งมันจะแสกนระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมาจากร่างกายของมนุษย์ โดยจะจับเรดาร์ได้ประมาณ 50 เมตรเลยทีเดียว ดังนั้นคนที่ตัวใหญ่ จึงมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากกว่า จึงทำให้มีโอกาสโดนยุงกัดได้มากกว่าคนธรรมดา
3.ผู้ที่ตัวร้อน หรือมีเหงื่อไคลออกมามาก
เนื่องจากยุงสามารถรับความรู้สึกจากรังสีความร้อนได้ หากอุณหภูมิของผิวหนังสูงขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งสัญญาณเรียกยุงได้
4.ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์
โดยในเรื่องนี้ นักวิจัยนั้นได้ทดลองดื่มเบียร์ขวดเล็กๆเข้าไป ปรากฏว่าหลังจากที่ดื่มเบียร์เข้าไปแล้ว ยุงจะเข้ามาหาพวกเขามากยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็สรุปว่า นั่นไม่เกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ออกมาในเหงื่อเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด ว่าทำไมยุงถึงชอบกัดผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า
5.ผู้ที่ตั้งครรภ์
หลากหลายงานวิจัยนั้นพบว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้น จะดึงดูดยุงมากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไปมากถึงสองเท่า นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า ลมหายใจของผู้ที่ตั้งครรภ์นั้นมีประมาณคาร์บอนไดออกไซด์ มากกว่าบุคคลธรรมดามากถึง 21 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แถมอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์นั้น ยังสูงกว่าบุคคลธรรมดาถึง 1.26 องศาฟาเรนไฮต์อีกด้วย
6.ผู้ที่ชื่นชอบการใส่เสื้อสีเข้ม
นอกจากทักษะการดมกลิ่นที่สุดแสนจะมหาเทพของยุงแล้ว ยุงยังมีอีกทักษะหนึ่งที่เรียกกว่าดีไม่แพ้กัน นั่นคือการมองเห็น นั่นเอง การมองเห็นของยุงนั้น จะมองเห็นชัดคือ สีดำ สีน้ำเงิน สีแดง เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ที่ชอบใส่เสื้อโทนสีเข้มนั้น มักจะล่อยุงดีทีเดียวเลยแหละ!

ที่มา http://www.เกร็ดความรู้.com

 

อาการและวิธีรักษาเมื่อโดนตะขาบกัด ทำอย่างไรให้หายปวด

อาการและวิธีรักษาเมื่อโดนตะขาบกัด ทำอย่างไรให้หายปวด

อาการและวิธีรักษาเมื่อโดนตะขาบกัด ทำอย่างไรให้หายปวด
เรื่องมันเริ่มขึ้นจากความซวยชนิดหาที่เปรียบไม่ได้ของผมเองนั่นแหละ วันนั้นเป็นวันที่อากาศเย็นสบายพื้นดินกำลังนุ่มและเย็นสบาย ผมตัดสินใจที่จะลงไปดูไก่ในเล้าใต้ถุนบ้านสักหน่อย ระหว่างที่กำลังเดินไปเดินมาหาไก่ผมรู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นแปล็บจากฝ่าเท้า พอยกขึ้นมาดูล่ะ โอ้เจ้าประคุณเอ๋ย! ตะขาบตัวเกือบเท่าฝ่าเท้ากำลังดิ้นไปมาเหมือนไส้เดือน เพียงแค่ว่าไส้เดือนตัวนี้มีขายุบยั่บและตัวเป็นปล้องแข็งนั่นแหละ แล้วตอนนี้มันเพิ่งจะกัดผมสดๆร้อนๆไปเองด้วย
ผมไม่เคยถูกตะขาบกัดมาก่อนในชีวิตและไม่เคยหวังที่จะถูกด้วย แต่ในเมื่อตอนนี้ความซวยเข้ามาเยือนถึงฝ่าเท้าของผมแล้ว และดูท่าว่ามันกำลังจะเริ่มคืบคลานขึ้นไปเรื่อยๆบนขาข้างที่ถูกกัด ผมกัดฟันลากขาที่กำลังเริ่มปวดหนึบๆขึ้นไปบนบ้านเพื่อที่จะหาทางรักษาตัวเอง เมื่อถึงบนพื้นบ้านและรู้สึกว่าปลอดภัยดีแล้ว ผมจึงเริ่มตรวจตราแผลของผมดู พบว่ามีอาการดังนี้
  • มีรอยกัดสองรอยอยู่ตรงฝ่าเท้าของผม และตอนนี้มันกำลังเริ่มบวมเป่งและเจ็บอย่าบอกใครแล้วด้วย
  • นอกเหนือไปจากอาการบวมอย่างน่าตกใจนั่นแล้ว ผมเริ่มรู้สึกวิงเวียนศรีษะนิดหน่อย หวั่นๆอยู่เหมือนกันว่าจะมีอาการแพ้ตะขาบหรือเปล่า
  • ผมเคยอ่านมา เขาบอกว่าอาการที่เกิดขึ้นจากผู้ที่ถูกกัดมีได้หลากหลายมาก นอกเหนือไปจากอาการ “พื้นๆ” ที่ผมมีแล้ว ผู้ที่ถูกกัดสามารถที่จะมีอาการแบบลมพิษ (แสดงว่าอาจแพ้พิษของแมลงนั้นๆ) ผื่นไปทั้งตัว หรือในบางรายที่มีอาการรุนแรง จะมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ใจสั่น และบริเวณแผลที่ถูกกัดเน่า
  • ตอนนี้แผลของผมเริ่มคันแล้ว
ศูนย์อนามัยที่ใกล้ที่สุดกับบ้านของผม ใช้เวลาเดินเท้าร่วม 20 นาทีได้ วิธีการที่ดีที่สุดที่ผมจะทำในตอนนี้ได้คือ ต้องหาทางเยียวยาแผลด้วยตัวเองก่อน ผมเริ่มคิดถึง การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานเมื่อถูกแมลงกัดต่อย แล้วผมก็เริ่มจัดการกับตัวเองด้วยวิธีรักษาตะขาบกัด ดังนี้
  1. พยายามห้อยส่วนบริเวณที่ถูกกัดให้อยู่ระดับต่ำ หรือใช้สายรัดเหนือรอยแผล เพื่อกันพิษของตะขาบกระจายเข้าสู่ร่างกาย
  2. จัดการล้างแผลในบริเวณที่โดนกัด (ซึ่งตอนนี้กำลังเริ่มกลายเป็นสีม่วงแล้ว) ด้วยน้ำเปล่ากับสบู่ จากความรู้ขั้นพื้นฐานของผมคือไม่ควรที่จะใช้แอกอลฮอล์ โปะเข้าไปโดยตรงเพราะมันสามารถที่จะทำปฏิกริยาที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แย่กว่าเดิมได้ (นี่คือแผลแมลงกัด ไม่ใช่แผลที่เกิดจากการบาดเจ็บทั่วๆไป)
  3. เอาน้ำแข็งที่แช่เอาไว้ในนั้นมาห่อผ้าและโปะลงไปบนแผลของผม แล้วกดค้างเอาไว้สัก 10นาทีได้ ก่อนที่จะเอาน้ำแข็งออกอีก 10 นาที ก่อนที่จะทำซ้ำวนกันไปเรื่อยๆจนกระทั่งผมรู้สึกหายปวดเรียบร้อยแล้ว
  4. ถึงตอนนี้แผลกัดที่เท้าของผมดู……ดีขึ้นมากกว่าเมื่อเกือบชั่วโมงที่แล้วอย่างมาก ดูม่วงนิดหน่อยแต่ความปวดเหลือเพียงแค่หนึบๆ ผมจึงตัดสินใจกินยาแก้ปวดพาราเซตามอล แล้วนอนพัก ตั้งใจไว้ว่าถ้าอาการมันไม่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยผมก็น่าจะมีแรงพอที่จะพาตัวเองไปที่ศูนย์อนามัย เพื่อให้แพทย์ที่นั่นเขาช่วยดูอาการให้ผมแหละ
โดยทั่วไปอาการตะขาบกัดเมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแล้วจะหายได้ภายใน 1-2 วัน แต่ถ้าแพ้มากอาจใช้เวลานานกว่านี้แล้วแต่บุคคล ท้ายสุดแล้ว บทเรียนที่สำคัญที่สุด(นอกเหนือไปจากการเดินเท้าเปล่าแล้ว) คือการที่พวกเราควรจะตั้งสติเอาไว้ให้ดีเมื่อเกิดสถานการณ์ใดๆขึ้นก็ตาม

ที่มา  http://www.เกร็ดความรู้.com