23/10/59

น้อยคนที่จะรู้จัก!? “10 นามสกุลเก่าแก่ของไทย” ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน..จะมีนามสกุลไหนกันบ้างนะ!?

น้อยคนที่จะรู้จัก!? “10 นามสกุลเก่าแก่ของไทย” ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน..จะมีนามสกุลไหนกันบ้างนะ!?


บทความนี้ทีมงานข่าวจริงจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 10 นามสกุลเก่าแก่ของไทย อาจจะมีบางนามสกุลที่เพื่อนๆคุ้นหูบ้าง เอาเป็นว่าลองไปดูกันดีกว่าว่าจะมีนามสกุลอะไร และมาจากตระกูลไหนกันบ้างนะ พร้อมแล้วเราไปดูกันเลย
1. บุนนาค เป็นต้นตระกูลที่เก่าแก่อีกตระกูลหนึ่งของประเทศไทย ตระกูลนี้ต้นกำเนิดมาจากพ่อค้าชาวเปอร์เซียที่ชื่อ “เฉกอะหมัด” ที่เข้ามารับราชการตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ช่วงของกรุงรัตนโกสินทร์ ตระกูลบุนนาค เป็นที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของไทย
2. ณ บางช้าง สืบสายมาตั้งแต่เจ้านายในวงศ์พระร่วงแห่งกรุงศรีอยุธยา
3. วัชโรทัย สืบสกุลมาจากพระยาอุทัยธรรมเจ้ากรมภูษามาลา ที่เคยรับราชการเป็นภูษามาลาในสมัยกรุงศรีอยุธยามาแล้ว
4. สุจริตกุล ต้นตระกูล คือหลวงอาสาสำแดงสืบเชื้อสายมาจากขุนนางในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นสกุล ที่เก่งด้านการค้า
5. ณ ป้อมเพชร เป็นต้นตระกูลที่สืบทอดกันมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระสมุทบุรานุรักษ์ได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา ” อธิบดีกรมราชทันฑ์คนแรกของประเทศไทย
6. โรจนกุล เป็นต้นตระกูลของเจ้าพระยาพิษณุโลก ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากบิดา ที่มีชื่อ พราหมณ์ศิริวัฒนะ ราชปุโรหิตในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 สมัยกรุงศรีอยุธยา
7. อมาตยกุล ตระกูลนี้ทอดมาจากขุนนางเก่าตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาที่รั้งตำแหน่งขุนนาง และเป็นขุนนางสืบต่อกันมาเรื่อยโดยไม่เว้นช่อง นับได้ว่าลูกหลานในตระกูลนี้ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการเกือบทั้งตระกูล
8. ณ นคร ตระกูล นี้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรย์ เจ้าผู้ครองนครศรีธรรมราช มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงนายสิทธิ์ จนเวลาต่อมาได้รับตำแหน่งขึ้นเป็นปลัดเมืองนครศรีธรรมราช
9. บุรณศิริ ตระกูลนี้สืบเชื้อสายจากพราหมณ์เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย ที่เข้ามารับราชการตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุง ศรีอยุธยา ต่อมาต้นตระกูล บุรณศิริได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาธรรมกรณาธิบดี จนต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯเปลี่ยนราชทินนามเป็น “เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี”
10. ราชตระกูลสายสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก มีการสืบเชื้อสายมาจาก เจ้าพระยาโกษาธิบดีเสนาบดีพระคลังในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาเคยดำรงตำแหน่ง เป็นออกพระวิสุทธสุนทรและได้ถวายพระราชสาส์นของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ พ.ศ. 2228 ดังนี้ นรินทรางกูร เทพหัสดิน มนตรีกุล อิศรางกูร เจษฎางกูร นรินทรกุล
ขอบคุณข้อมูลจาก : www.wegointer.com

เบื้องหลังภาพพระบรมฉายาลักษณ์ บนลานดินแดง ที่ราบเชิงเขาอันแห้งแล้ง

เบื้องหลังภาพพระบรมฉายาลักษณ์ บนลานดินแดง ที่ราบเชิงเขาอันแห้งแล้ง

หลายๆคนคงเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงประทับยืนถือแผนที่ในมือสะพานกล้อง เบื้องหน้าด้านล่างคือ ภูเขาที่ดูแห้งแล้ง โดยพบว่าสมาชิกเฟซบุ๊ก Napan Sevikul ซึ่งได้ตามเสด็จในหลวง ได้นำภาพมาเผยแพร่พร้อมเขียนถึงเบื้องหลังของภาพดังกล่าว ว่า
“พระบรมฉายาลักษณ์ภาพนี้ ฉายที่บ้านแม่แกน้อย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกมากมาย และจำได้ไม่มีลืม ในบ่ายวันนั้น อากาศร้อนอบอ้าว บริเวณโดยรอบ เป็นลานดินแดงแห้งแล้ง มีกระท่อมของชาวมูเซอร์แดงปลูกห่างๆกัน ในวันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ และ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ โดยเสด็จฯ
ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศเบื้องหน้า สลับกับแผนที่ในพระหัตถ์ที่ทรงกางออกอยู่นั้น ทันใด ก็มีลมหมุนเล็กๆ หมุนมาตรงที่ประทับยืนอยู่นั้น ฝุ่นแดง กระจายไปทั่ว แผนที่แทบหลุดจากพระหัตถ์ .. เจ้าหน้าที่ต่างตกใจ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับยืนนิ่งๆ อย่างมั่นคง ทรงรวบแผนที่ไว้ในพระหัตถ์ ถอดฉลองพระเนตรแล้วเช็ดพระเนตร สักครู่ จึงยกแผนที่ขึ้นจัด และกางออก ทรงงานต่อไปเสมือนหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ติดตาช่างภาพตัวเล็กๆ มาตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปี โดยเฉพาะภาพความเวิ้งว้างว่างเปล่าของที่ราบเชิงเขาอันแห้งแล้งนั้น”
ที่มา https://www.khaosod.co.th

อุบัติเหตุที่ทำให้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระเนตรเพียงข้างเดียว แต่สายพระเนตรของพระองค์นั้นกว้างไกลนัก!!!!


อุบัติเหตุที่ทำให้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระเนตรเพียงข้างเดียว แต่สายพระเนตรของพระองค์นั้นกว้างไกลนัก!!!!


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระเนตรเทียมข้างขวา (มีพระเนตรข้างซ้ายปกติเพียงข้างเดียว) ทรงงานมาตลอดระยะเวลา 60 ปี สาเหตุของการสูญเสียพระเนตรมาจากอุบัติเหตุรถยนต์ Fiat Topolino ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์
 
 
 
พระราชรถในอุบัติเหตุรถยนต์ที่ท่านทรงใช้ประทับขับก็คือ Fiat 500 Topolino ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Topolino ในภาษาอิตาลีแปลว่า Little Mouse ที่มาของชื่อเจ้าหนูน้อยนี้มาจากครื่องยนต์ที่เล็กจิ๋วเพียง 500 cc ที่ยุโรปรถ Fiat 500 ยังเป็นที่นิยมกันจนถึงปัจจุบัน เพราะด้วยความเล็กกะทัดรัดของตัวรถและเครื่องยนต์ การทำประกันรถคันนี้ก็ราคาสบายกระเป๋าเพราะว่าเครื่องยนต์ที่เล็ก แต่ถ้าอยู่ในเมืองไทย ดูตามตารางแบ่งกลุ่มรถยนต์แล้วรถรุ่นนี้ราคาประกันไม่สบายกระเป๋าเลยครับ เพราะเป็นรถนำเข้า อะไหล่แท้ต้องสั่งมาจากอิตาลีเท่านั้น
 
อุบัติเหตุครั้งนั้นวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 รถยนต์ตอนเดียวเล็กๆ คันหนึ่ง แล่นอย่างรวดเร็วตามถนนผ่านเมืองมอร์จมุ่งสู่นครเจนีวา โดยผู้ขับมิได้คาดการณ์ว่า รถบรรทุกที่อยู่ข้างหน้าจะหยุดอย่างกะทันหันเพื่อมิให้ชนผู้ขี่จักรยานสองคนบนถนน แม้ผู้ขับรถยนต์คันเล็กจะเหยียบห้ามล้อทันควันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เสียงห้ามล้อดังสนั่น แล้วรถยนต์คันเล็กก็ปะทะท้ายรถบรรทุกเข้าอย่างจัง ผู้ขับรถยนต์คันเล็กนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่พระเนตรข้างขวา ผู้โดยเสด็จในรถพระที่นั่งคือ นาย อร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว
ถึงแม้พระองค์ทรงสูญเสียพระเนตรด้านขวา แต่สายพระเนตรกลับกว้างไกลจากอุบัติเหตุครั้งนั้น พระองค์ทรงพักฟื้นและกลับมาทำหน้าที่ปกครองประเทศไทยของเราอย่างดีที่สุด ถึงแม้พระองค์จะทรงมีพระเนตรเพียงข้างเดียว แต่สายพระเนตรของพระองค์นั้นกว้างไกลนัก ทั้งพระราชกรณียกิจต่างๆ เราต่างก็รู้ว่าสายพระเนตรของท่าน เห็นถึงพวกเราชาวไทยทุกคน ไม่ว่าเราจะอยู่ภาคใด จังหวัดใด พระองค์ทรงไม่ทอดทิ้งเราหากเราลองใช้มือข้างหนึ่งยกขึ้นปิดตา แล้วจะรู้ว่ายากเพียงใดที่จะทำงาน…นั่นคือความเสียสละอันยิ่งใหญ่เพื่อราษฎรที่รักยิ่งของพระองค์……
เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราจะลำบากแค่ไหน เราก็ต้องทำทุกวันของเราให้ดีที่สุดเพื่อตัวของเราเองและเพื่อทุกๆ คน เอา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของเราเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าเจอเหตุการณ์ใดก็ไม่ท้อย่อ ก้าวข้ามผ่านปัญหาไปอย่างกล้าหาญ
ข้อมูลจาก : frank.co.th

คสช.เตือนอย่าซื้อธนบัตรเคลือบทองวางขายเกลื่อน ฮึ่มเอาผิดคนขาย

คสช.เตือนอย่าซื้อธนบัตรเคลือบทองวางขายเกลื่อน ฮึ่มเอาผิดคนขาย

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ต.ค.ที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบ บริเวณพระบรมมหาราชวัง พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการจำหน่าย ธนบัตรที่มีลักษณะเคลือบทอง ที่ผลิตมาจากต่างประเทศและนำมาจำหน่ายในประเทศไทยว่า
“ขอเตือนประชาชนอย่าไปหลงเชื่อว่าเป็นธนบัตรจริง ผู้ที่นำเข้ามาจำหน่ายอย่าฉกฉวยโอกาส มาหาผลประโยชน์กับประชาชนในเวลาที่ไม่สมควร ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายบรรยากาศภาพลักษณ์ที่ดีของคนไทย ขอให้ประชาชนอย่าไปหลงเชื่อซื้อธนบัตรดังกล่าว” พ.อ.วินธัย กล่าว
พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ธนบัตรที่ถูกต้องจะต้องออกมาจากหน่วยงานของทางภาครัฐเท่านั้น หากไม่ใช่อาจถือเป็นการลอกเลียนแบบ ใครมีไว้จำหน่ายอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย ซึ่งหาก จนท.พบเห็นใครมีการจำหน่าย อาจถูก จนท.ดำเนินการตามกฎหมายได้
ที่มา https://www.khaosod.co.th